เทศน์เช้า

เรื่องอดอาหาร

๒๙ ก.ค. ๒๕๔๓

 

เรื่องอดอาหาร
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์เช้า วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๔๓
ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

ความคิดมันผิด ของพวกเรามันเจตนา อดอาหารนี่เป็นกลอุบายเฉยๆ อย่างครูบาอาจารย์เราพาอดอาหาร เราก็อดอาหารกัน แต่อดอาหารนั้นเป็นกลอุบาย แต่นี่อดอาหารเพื่อจะดับขันธ์ เพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เจตนาผิด

วังคีสะ ตอนวังคีสะไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเอากะโหลก ๕ ใบมาตั้งไว้ให้ เป็นหมอดูที่แม่นมาก ให้เคาะไง เคาะกะโหลกใบแรก นี่ไปนรก พระพุทธเจ้ารับประกันว่าใช่ เคาะกะโหลกใบที่ ๒ ว่าไปสวรรค์ พระพุทธเจ้ารับประกันว่าใช่ จนเคาะกะโหลกใบที่ ๕ เคาะแล้วเคาะอีก ตอบไม่ได้ ตอบอะไรก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าถามว่า “อยากรู้ไหม ถ้าอยากรู้ ให้มาเรียนกับพระพุทธเจ้า” นี่พระอรหันต์ไง พระอรหันต์เคาะอย่างไรก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน หาไม่เจอ หาตามรู้ไม่ได้

อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเจตนาจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะไปเฝ้าที่ไหน เห็นไหม ถ้าอย่างการไปเฝ้าอย่างนั้นมันหาไม่เจอหรอก ตามไปหาก็หาไม่เจอ เพราะอะไร เพราะมันคนละภพ คนละฐานะของใจ ใจดวงหนึ่งมีกิเลสเต็มหัวใจ แล้วเพียงแต่ทำความสงบเพื่อไปเฝ้าพระพุทธเจ้า วิญญาณไปเฝ้าวิญญาณเหรอ วิญญาณคนที่ตายไปแล้วเขาเสวยภพนะ เป็นสัมภเวสี เป็นเทวดา เป็นเปรต เป็นอสูรกาย เป็นอะไรก็แล้วแต่ นี่เสวยภพ นั้นคือภพหนึ่ง ก็เหมือนกับภพมนุษย์น่ะ

มนุษย์กับสัตว์เดรัจฉานนี่ต่างกัน มนุษย์นี่เป็นมนุษย์สมบัติ สัตว์เดรัจฉานเป็นอบายภูมิ อบายภูมิ ๔ สัตว์เดรัจฉาน นรก อสูรกาย เปรต นี่อบายภูมิ ๔ ภพชาติของเขามันเป็นภพชาติของเขา แล้วเทวดาก็เป็นเทวดาไป ถ้าเราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตายไปแล้วก็ต้องเสวยภพใดภพหนึ่ง จะไปพบพระพุทธเจ้าได้อย่างไร นี่เจตนาอันนั้นผิด ความที่เจตนาของเขาผิด เขาจะไม่เจอพระพุทธเจ้าเลย

พอเจตนาผิด อันนั้นถ้าว่าเป็นบุญกุศล อดอาหารนะ อดอาหารเพื่อทำสมาธินี่เป็นบุญกุศล แต่การตั้งเจตนาว่าจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ผิด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า “ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม” เห็นไหม “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต” ถ้าปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม อันนี้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมเหรอ

เวลาเราปฏิบัติธรรมกัน เห็นไหม ห้าม ไม่อยากให้ไปเห็นสวรรค์ ไม่อยากเห็นอะไรทั้งสิ้น อยากต้องการให้ใจสงบ ใจสงบแล้ว นั่นน่ะเห็นเงาพระพุทธเจ้า แล้วปฏิบัติเข้าไป ชำระกิเลสเข้าไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป นี่เห็นธรรมคือเห็นตถาคต เพราะว่าอะไร เพราะว่าพระสารีบุตร เห็นไหม พระสารีบุตรที่บอกว่า “ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ไม่เชื่อพระพุทธเจ้า” จนพระพุทธเจ้าบอกว่าให้พระสารีบุตรมาเฝ้าพร้อมกันนั่นน่ะ แล้วถามว่า “ทำไมถึงไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่อเพราะว่าเห็นเองรู้เอง”

นั้นน่ะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เพราะพระอรหันต์เหมือนกันไง ใจของพระอรหันต์จะเห็นความสะอาดของพระอรหันต์เหมือนกันทั้งหมด อันนั้นน่ะไปเฝ้าโดยที่ใจของเราเสมอกันด้วยใจ ไม่ใช่ว่าไปเฝ้าแบบสถานะที่ว่าเราไปเฝ้า นี่มาเฝ้ามาหากันอย่างนี้ ไปหากัน อันนี้มันเป็นเสวยภพ มันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้น เจตนาอันนี้ผิด พอเจตนาผิดมันเป็นไปไม่ได้เลย ถึงว่าจะเป็นบุญกุศลเหรอ ถ้าเจตนา เห็นไหม ความเห็นที่ผิด กับความเห็นที่ถูกต้อง ความเห็นที่ถูกต้องต้องย้อนกลับมาชำระที่ใจ นี่ถึงบอก แล้วเวลาตายไปนี่ตายเปล่า

พระเรานะ เวลาอดอาหาร ครูบาอาจารย์เคยเป็นอยู่ แล้วมันถึงสิ้นสุดว่า เวลามันจะดับขันธ์ คือว่ามันรู้ว่าจะตายน่ะ บอกว่ายังไม่อยากตาย ทุกคนไม่อยากตายนะ เพราะอะไร เพราะต้องรักษาสถานะอันนี้ไว้เพื่อจะแสวงหาธรรมไง เป็นมนุษย์เรานี่มันแสวงหาธรรม ถ้าไปภพชาติใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ จิตดวงใหม่ เพราะจิตเวลาจะปฏิสนธิเกิด มันปฏิสนธิวิญญาณ กับวิญญาณในขันธ์ ๕ มันคนละวิญญาณไป พอไปเสวยภพใหม่ก็เป็นคนใหม่ ความคิดความคิดใหม่ มีพ่อแม่ใหม่ มีอะไรใหม่หมด ความคิดใหม่หมายถึงว่ามันไม่สืบต่อต่อเนื่อง ถึงต้องการให้กำจัดชำระล้างกิเลสภายในชาตินี้ไง

ถึงว่าต้องรักษาชีวิตนี้ไว้เพื่อจะชำระล้างกิเลสอันนี้ ไม่ใช่ว่าเพื่อจะไปหาข้างหน้านั่น เพื่อไปหาข้างหน้านั่นมันไม่เจอหรอก ความไม่เจอ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะไปเจอสิ่งนั้น ถ้าไม่เจอสิ่งนั้นมันก็หมุนเวียนไปๆ ถึงเป็นความคิดผิด เวลาตายไปแล้วนี่เสวยภพดีหรือภพไม่ดีก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าเสวยภพดี ก็เป็นว่าสร้างสถานะขึ้นมา แต่เจตนาอันนั้นผิด มันผิดไปแล้ว

ความดำริชอบ มรรค ๘ ไง ถ้าความดำริ ดำริผิดออกไป นี่มรรคเบี่ยงเบนออกไปแล้ว ความเห็นผิด ดำริอันนี้ถึงสำคัญที่สุด ความดำริคือความเห็นที่ถูกต้อง แล้วถ้าความเห็นนั้นผิดล่ะ นี่ถึงว่าเวลาตาย เวลาเราจะตายกันไป เห็นไหม เวลาพระพุทธเจ้าสอน สอนให้เป็นปัจจุบันธรรม ตาย ตายในปัจจุบันนี้ กิเลสตายจากใจไปชั้นหนึ่ง แล้วถึงว่าดับขันธ์ตายไป แต่อันนี้มันกิเลสไม่ได้ดับไปจากใจ กิเลสยังพาให้ใจคิดหมุนเคว้งคว้างไป

แล้วเวลาตายไปล่ะ ตายไปแล้วค่อยมาคิดถึงสถานะว่า เราตายไปเสวยภพไหน พอตายไปมันหมดความหมายแล้ว ถึงว่าสอนเรื่องการเกิดและการตาย ในสถานะของภพชาตินี้ เวลาตายไปแล้วมันไม่สูญ อันนั้นมันเป็นอีกคนละสถานะหนึ่ง มันไม่สูญคือว่า มันต้องไปเสวยภพใหม่ ความเสวยภพใหม่อันนั้น มันก็ไปเสวยภพที่ว่ามันเป็นบุญกุศลที่สร้างมา

กรรม เห็นไหม นี่วิบาก กรรมคือการกระทำ แล้วผลวิบากของกรรมนั้น เสวยภพชาตินั้น มันเสวยภพชาตินั้นไป เพราะการกระทำอันนั้นเสวยไป เสวยออกไป แต่มันเป็นผลอีกสถานะหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน คือว่าตายในปัจจุบันนี้ สอนเรื่องการตายไง เวลาตาย ถ้าตายตามกิเลสมันก็ต้องหมุนเวียนไป แต่ถ้าตายด้วยดับกิเลสมันก็หมดสิ้นไป นี่มันสำคัญตรงนี้

ไม่ใช่ว่าสำคัญอย่างที่ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขาราปจฺจยา วิญฺญาณํ นี่มันข้ามภพข้ามชาติไง จะต้องไปละอวิชชาตั้งแต่อดีตชาติเหรอการเกิดขึ้นมา? ไม่ใช่ ละที่ชาติปัจจุบันนี้ เสวยข้ามภพข้ามชาตินั้น มันเป็นสัจจะ มันเป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง การข้ามภพข้ามชาติออกไป แต่ชาติปัจจุบันนี้ เห็นไหม การชำระล้างที่ชาติปัจจุบันนี้ ถ้าชาติปัจจุบันนี้ทำได้ มันก็จบที่ชาติปัจจุบันนี้ ถึงว่าต้องเป็นปัจจุบันธรรม

การข้ามไป หมุนไป ความคิดเห็นเห็นออกไปว่าตัวเองจะไปอย่างนั้น มันจะไปได้ไม่ได้...มันไปไม่ได้หรอก ความไปไม่ได้คือความหลงผิด ความหลงผิดนั้น เห็นไหม ความดำริที่ผิด ความดำริที่ผิดจะให้มรรคถูก เป็นไปไม่ได้ มรรคไม่ถูกน่ะ พอมรรคไม่ถูกมันก็หมุนเวียนไป หมุนเวียนไปในวัฏวนอย่างเก่า ถ้าหมุนเวียนไปๆ นี่มันหมุนเวียนไปเพราะว่ามันเป็นความเห็นใช่ไหม ความเห็นของคนที่กระทำ กับความจริงมันคนละอัน

ความจริงมันสิ้นกันที่ใจนั้น เห็นกันที่ใจนั้น ต้องชำระกันที่ใจนั้น ถึงบอกว่าการอดอาหารนี้ มันเป็นแค่อุบายวิธีการ กิเลสมันอยู่ที่ใจ ถ้าละไปแล้วนี่ใจมันไป มันก็เอากิเลสไปด้วย ละกายทิ้งไว้นี่ ดับขันธ์ไป มันเสียดายโอกาส เสียดายโอกาสที่ว่า ถ้าระลึกชาติได้จริง เห็นไหม ความระลึกชาติได้จริงเขาไม่ผูกพันกับชาตินั้นหรอก ความระลึกชาตินั้นน่ะเป็นความสลดสังเวชเฉยๆ

ถ้าความระลึกชาติได้ว่า ชาตินั้นเป็นอย่างนั้น ชาตินี้เป็นอย่างนี้นะ แล้วมันสลดว่า นี่เราเกิด เมื่อชาติที่แล้วก็เกิดเป็นอย่างนั้น ชาตินี้เราก็เกิดอีกแล้ว ชาติหน้าต้องไปเกิดอีก เอามายืนยันว่าการเกิดการตาย ไม่ใช่ว่าเราระลึกชาติได้แล้วจะยึดกลับไปเป็นอย่างนั้น

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังบอกไว้ในพระไตรปิฎก เห็นไหม “เราเคยเป็น” ท่านบอกว่าท่านเคยเป็นพระเวสสันดร ท่านเคยเป็น แต่ท่านไม่ได้เป็นพระเวสสันดรนะ เพราะว่าปัจจุบันนั้นเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ แล้วพอได้เป็นพระพุทธเจ้า นี่เป็นพระพุทธเจ้า แต่ “เราเคยเป็น” มันเป็นอดีตไง มันจะไม่ผูกพัน เห็นไหม

แต่ถ้าคนมีกิเลสอยู่ เวลามันระลึกชาติได้นี่มันติดพันอันนั้น มันตัดตอนกันไม่ได้ ถ้ามันตัดตอนกันไปว่าอันนั้นมันเป็นอดีตไป เหมือนกับเมื่อวานนี้กับวันนี้มันคนละวัน แต่ถ้าในสมมุติโลก สัญญาผูกมัดกันมา มันข้ามมา เมื่อวานนั้นสัญญา เป็นหนี้นี่ต้องเป็นหนี้ต่อไป ถ้าชำระหนี้แล้วก็สิ้น ชำระหนี้กันหมดตลอดไป ไอ้ภพชาติก็เหมือนกัน มันเป็นอดีต แต่ปัจจุบันนี้เป็นชาติปัจจุบันนี้ แต่นี่พูดให้เห็นว่า เมื่อวานกับวันนี้ไง

ฉะนั้น ระลึกชาติได้แล้วไปยึดไว้ นี่มันระลึกชาติแล้วมันตัดไม่ได้ พอมันตัดไม่ได้ มันไปเกี่ยวพันกัน ระลึกชาติได้จริงนะ แต่ถ้าระลึกไม่จริงมันก็ผิด ๒ ชั้น ๓ ชั้น นี่ถึงบอกว่า มันเป็นคนละขั้นตอน มันเป็นกรรมคลุกเคล้ากัน พวกเรานี่เวลาปฏิบัติไม่เข้าใจไง กรรมมันคลุกเคล้ากัน ความคิดเห็นต่างๆ มันคลุกเคล้ากัน มันไม่เป็นปัจจุบัน ทุกข์คลุกเคล้ามันก็เป็นอดีต เราชักไปหาอดีต ชักไปหาอนาคต ความคิดอนาคตอดีตน่ะมันคลุกเคล้ากันไป ทำให้เราเจ็บปวดไง ทำให้เราเดือดร้อน

แต่ถ้าเมื่อวานเป็นเมื่อวาน สิ่งที่ยังไม่มา ยังไม่มา สิ่งนี้เป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบัน เห็นไหม เราถึงว่า แก้ที่ปัจจุบัน อกาลิโก ปัจจุบันธรรม เป็นปัจจัตตัง รู้จำเพาะตน กำจัดเฉพาะตนลงไป ไม่ใช่หมุนไปเวียนมาๆ มันหมุนไปเวียนมานี่มันเป็นไปไม่ได้ พายเรือในอ่างไง สติสัมปชัญญะไม่พอ นี่การประพฤติปฏิบัติถึงไม่ได้ผล ถ้าประพฤติปฏิบัติไม่ได้ผลแล้วยังเวียนไป เวียนไปตามความเห็นของเขา

ความเห็นของเรากับความเป็นจริงต่างกัน ถ้าความเป็นจริง เรารู้ตามหลักความเป็นจริง เราต้องชำระกิเลสของเราเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป นี่ความเป็นจริง เราไม่รู้จริง เราคาดหมายไปๆ เห็นไหม ปฏิบัติธรรมตามความด้นเดาของธรรม เราด้นเดาแล้วเราคาดหมายออกไป มันไม่เป็นความจริง ถ้าเป็นความจริง เพราะสิ่งที่เราไม่เคยเห็น สิ่งที่ไม่เคยเห็นมันจะเข้ามา พอเรารู้เราเห็นขึ้นไป มันจะละเอง

ความละเอง ความเห็นจริง มันเสมอกัน มันละถึงในหัวใจ ถึงขั้วของใจไง ถ้าขั้วของใจละตรงนั้นได้มันก็ละ กิเลสอยู่ที่ใจ ต้องละที่ใจ ไม่ใช่ละที่ข้างนอก ความละ ละกันที่ข้างนอก คิดกันแต่ว่าจะเป็นไปข้างนอกไง พอเป็นไปข้างนอก มันเป็นอาการของใจ สิ่งที่เขาคิดเขาว่าไปน่ะ เป็นอาการของใจ มันเป็นการติไงว่า การอดอาหารนี่ผิด การอดอาหารนี่ ถ้าอดอาหารเพื่อจะให้ตายไปอย่างนี้ผิด แต่การอดอาหารเพื่อเป็นกลอุบายวิธีการให้ร่างกายนี้เบานี่ถูก แล้วกลการอดอาหารแล้วค่อยชำระกิเลส

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอดอาหาร ๔๙ วัน แล้วกลับมาฉันอาหารใหม่ แล้วเริ่มต้นพิจารณาใหม่ กำลังจากการอดอาหารนั้นเป็นสมาธิ อันนั้นใจตั้งมั่นมาก แล้วย้อนกลับมา การอดอาหารนั้น ถ้าอดอาหารทีแรก อดอาหารเฉยๆ ว่าการอดอาหาร เหมือนกับเราไปประท้วงอดอาหารนี่ อดอาหารก็อดอาหารเฉยๆ การอดอาหารเฉยๆ นั้น พระพุทธเจ้าไม่ให้ทำ แต่ถ้าการอดอาหารเพื่อให้ความคิดมันเบาลง ไม่ใช่อดให้ตายไป การอดเปล่าๆ ก็ผิด การอดจนถึงตายไปก็ผิด การอดมาเพื่อผ่อนคลายความคิด หรือว่ากำลังของใจที่มันเข้มแข็ง อันนั้นน่ะเป็นสิ่งที่ถูก

การอดอาหารนั้นเป็นแค่อุบายวิธีการ แล้วทำใจของเราชำระกิเลส นั้นถึงจะเป็นสิ่งที่ถูก แล้วถ้าสิ่งที่ถูกแล้ว มันก็จะย้อนกลับมาเข้ากับมรรคอริยสัจจัง แต่ถ้าอดเฉยๆ เพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า...ไม่เจอ ไม่เจอ เพราะเป็นไปไม่ได้ ตายไปก็ไม่เจอ เพราะใจมันมีกิเลส ไปเหมือนกับว่าควันหมอก หมอกควันของมัน มันปิดมืดไปตลอด มันเป็นไปไม่ได้

แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะเหมือนกับความสว่างไสว มันคนละสถานะที่จะพบเห็นกัน เป็นไปไม่ได้ แต่มีอยู่ พระพุทธเจ้ารับรู้อยู่ แต่ไม่รับรู้สิ่งนั้น เห็นแล้วเข้าใจหมด แต่มันจะให้มาเจอกัน เป็นไปไม่ได้ เว้นไว้แต่ครูบาอาจารย์เวลาประพฤติปฏิบัติไป จิตเข้าถึงฌานสมาบัติ แล้วลังเลสงสัยต่างๆ เห็นไหม อันนี้ก็เป็นสมมุติอันหนึ่ง ใจนี้เป็นสมมุติอันหนึ่ง แล้วองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือว่าพระอรหันต์เข้ามาสอน ฟังธรรมเป็นกาลเป็นเวลา อันนั้นเป็นแต่ละบุคคลที่จะเห็นกันได้

ในประวัติหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นบอกว่า “อ้าว! ในเมื่อพระอรหันต์สิ้นไปแล้ว นี่มาได้อย่างไร”

“มาในสมมุติ”

คือมาในขันธ์ ๕ มาในขันธ์ ๕ คือมาในความคิด ความคิดที่ละเอียดในใจ ความคิดของใจ ไม่ใช่ความคิดของเราอย่างนี้ มาอันนั้น ถ้านี่สมมุติ มาในสมมุติ ไม่ได้สมมุติมาให้เห็นกันอย่างนี้...ไม่ เป็นไปไม่ได้ เพราะอะไร เพราะจิตนั้นมีอยู่ เพราะนิพพานก็มีที่อยู่ พื้นฐานนั้นมีอยู่ แล้วมีอยู่น่ะสืบต่อกันมา ไอ้อย่างที่เราจะไปพบ เราจะเข้าไปหา เป็นไปไม่ได้เลย ถึงว่าไปเฝ้าพระพุทธเจ้านี้ เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเราทำคุณงามความดี นั่นน่ะท่านมาหาเองภายในฌานสมาบัติ อันนั้นอีกเรื่องหนึ่งนะ

ถึงว่า ความเห็นผิดไง ถ้าความเห็นผิดมันก็จะผิดกันไปหมด ถ้าความเห็นถูกมันจะพอเป็นไปได้ เอวัง